"ซีบีอาร์อี ประเทศไทย" ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ พบว่า นักลงทุนไทยให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ที่พักอาศัยในกรุงลอนดอนยังเป็นที่ต้องการอย่างมากและค่าเงินปอนด์ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำเป็นปีที่ห้าติดต่อกัน จึงทำให้ปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่นักลงทุนจะเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกรุงลอนดอน

     พรพิมล พึ่งเขื่อนขันธ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกซื้อขายที่พักอาศัยรายย่อย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงลอนดอนกำลังกลายเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูง โดยทำเลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอยู่ที่โซน 1 และโซน 2 ของกรุงลอนดอน

     "นักลงทุนกลุ่มแรกที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอน คือ ครอบครัวที่มีฐานะที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาต่ออยู่ในกรุงลอนดอน ผู้ซื้อกลุ่มนี้ต้องการหาที่พักอาศัยเพื่อมอบความสะดวกสบายแก่บุตรหลาน โดยจะซื้อที่พักอาศัยที่มีระยะห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินประมาณ 500–800 เมตร เพื่อให้บุตรหลานเดินทางไปกลับมหาวิทยาลัยได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะที่นักลงทุนกลุ่มที่สองจะลงทุนเพื่อต้องการสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า " 

     ด้วยเครือข่ายของระบบขนส่งมวลชนในกรุงลอนดอนที่ได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วเมืองหลวง จึงทำให้การเดินทางไปใจกลางกรุงลอนดอนจากโซน 3 และโซน 4 ทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งที่ดินในทั้งสองโซนนี้ยังมีราคาต่ำกว่าโซน 1 และโซน 2 เป็นอย่างมาก จึงนับได้ว่าการซื้อที่พักอาศัยในโซน 3 และโซน 4 เป็นการลงทุนที่ดีและคุ้มค่าในการซื้อเพื่อนำมาปล่อยเช่าสำหรับนักลงทุนไทย โดยสามารถซื้อที่พักอาศัยขนาด 1 ห้องนอนในโซน 3 ด้วยงบประมาณเพียง 15-20 ล้านบาท

     เมื่อเปรียบเทียบด้านงบประมาณการลงทุนจะพบว่า ด้วยงบลงทุน 1.2 ล้านปอนด์ หรือราว 50 ล้านบาท นักลงทุนสามารถซื้อที่พักอาศัยขนาด 1 ห้องนอนในทำเลใจกลางกรุงลอนดอน หรือที่พักอาศัยขนาด 2 ห้องนอนโซน 2 หรือที่พักอาศัยขนาด 3 ห้องนอนโซน 3 หรือโซน 4

     แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ยังคาดว่า ราคาที่พักอาศัยในกรุงลอนดอนจะปรับตัวสูงขึ้นอีก 1.6% ภายในสิ้นปี 2563 และเพิ่มขึ้น 3.5% ในปี 2564 ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.9% ในปี 2565 รวมระยะเวลาภายใน 5 ปีราคาที่พักอาศัยในกรุงลอนดอนคาดการณ์ว่าปรับตัวสูงขึ้นรวม 10.5%     

     นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราค่าเช่าที่พักอาศัยในกรุงลอนดอนเติบโตขึ้น 10% และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีก 18% ในปี 2566 ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลักของการเติบโตดังกล่าวคือ ปริมาณที่พักอาศัยที่สร้างเสร็จนั้นน้อยกว่าปริมาณความต้องการที่มีในตลาด จากข้อมูลด้านแผนการประจำปีสำหรับจำนวนที่พักอาศัยสร้างเสร็จในกรุงลอนดอนโดยกระทรวง Housing, Communities and Local Government พบว่า มีที่พักอาศัยที่สร้างแล้วเสร็จน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 66,000 หลังคาเรือนต่อปี

     “ค่าเงินปอนด์ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ระดับบนสุดในกรุงเทพมหานครปัจจุบันแตะที่ระดับใกล้เคียงกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน ดังนั้น ด้วยงบประมาณเดียวกัน ลูกค้าสามารถเลือกได้ระหว่างเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ หรือจะเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ระดับบนสุดในตลาดบ้านเรา” 

     กรุงลอนดอนนั้น นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทระดับโลกจำนวนมากแล้ว ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาระดับสูงซึ่งประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมากกว่า 40 แห่ง อีกทั้งในสหราชอาณาจักรก็ไม่มีข้อจำกัดในการปล่อยเช่า หรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องกังวล อย่างไรก็ตาม กระบวนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรนั้นจำเป็นต้องมีการจ้างทนายและการประเมินทรัพย์สินอย่างละเอียดก่อนที่จะทำการซื้อ 

     "ข้อแนะนำที่สำคัญคือ ผู้ซื้อควรปรึกษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์จากบริษัทที่เชื่อถือได้เพื่อรับคำแนะนำด้านการลงทุน การบริการหลังการขาย และการประสานงานกับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ”

     ซีบีอาร์อีเชื่อว่า นักลงทุนไทยจะยังคงเดินหน้าลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอนต่อไปในปี 2563 เพื่อขยายพอร์ตการลงทุนไปยังตลาดลอนดอนและได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งแนวโน้มกำไรจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตและผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า