ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว "โครงการปฏิรูปการรายงานข้อมูลของสถาบันการเงิน" เพื่อสนับสนุนการออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของ ธปท. ที่ตรงจุดและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเงินในยุคโลกการเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทย และลดภาระของสถาบันการเงินในการรายงานข้อมูล ทั้งนี้ ธปท. นับเป็นธนาคารกลางแรกในเอเชียที่ดำเนินการโครงการในลักษณะนี้

     วันประชา เชาวลิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารข้อมูลและดาต้าอนาไลติกส์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบข้อมูลให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธปท. ได้ตระหนักถึงภาระและค่าใช้จ่ายที่สถาบันการเงินต้องแบกรับในการรายงานข้อมูลด้วยเช่นกัน ธปท. จึงได้ริเริ่ม

     หนึ่ง การบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแล หรือ Regulatory Data Transformation โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลแบบละเอียดในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นสากลและใกล้เคียงกับข้อมูลที่สถาบันการเงินเก็บโดยอ้างอิงจากแนวทางของธนาคารกลางต่างประเทศ ซึ่งจะลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการประมวลผลข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพของการรายงานข้อมูลของสถาบันการเงิน พร้อมทั้งยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลของ ธปท. เพื่อใช้กำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ และสามารถเผยแพร่ข้อมูลที่ตรงจุดและชัดเจนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสาธารณชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยในระยะแรกของโครงการ ธปท. จะปรับปรุงชุดข้อมูลด้านสินเชื่อ และจะขยายการดำเนินการไปยังชุดข้อมูลอื่น ๆ ต่อไป

     สอง การลด ละ และยกเลิก การรายงานข้อมูล หรือ Data Guillotine เพื่อลดการรายงานข้อมูลที่มีความซ้ำซ้อน หมดความจำเป็นหรือไม่เท่าทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่ง ธปท.จะทยอยยกเลิกการรายงานข้อมูลดังกล่าวภายในปี 2563 อาทิ การรายงานข้อมูลในรูปแบบกระดาษ (Hard copy) และการรายงานข้อมูลเฉพาะกิจตามสถานการณ์ในอดีต 

     ในการนี้ ธปท. ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสถาบันการเงินเพื่อระดมความคิดและร่วมดำเนินการไปด้วยกันตามเป้าหมาย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ท้ายนี้ ธปท. เชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือที่ดีจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะทำให้การกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงินมีความเท่าทัน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืน